วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ความหลัง และเพลงที่ยังคงคิดถึง
อยากเล่าอะไรให้ฟัง..มันเป็นการทบทวนความทรงจำของผมเองนะที่มีความรู้สึกดีๆ กับใครคนหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างเราหรือ เปล่า เพราะว่ามันไม่เคยได้แสดงออกเลย..เวลาที่เรา เหงา ก็จะคิดถึงเหตุการณ์นี้อยู่เสมอ...
วันหนึ่ง หลายปีมาแล้วหละ มันเป็นวันที่น่าจดจำของผมมาก และคิดว่าคงจะไม่อาจลืมได้ วันนั้นเป็นวันก่อนปิดภาคเรียน ประมาณ ปี 3 ราวเดือน กุมภาฯ มีนาฯ มีโอกาสที่ดีที่ ได้นั่งกินขนมปัง กาแฟปั่น บรรยากาศค่อนข้างเงียบ (เพราะว่าในร้านไม่ค่อยมีคน) เพลงที่เปิดในร้านแต่ละเพลง ผมชื่นชอบเป็นอย่างมาก และได้คุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมมีความรู้สึกดีๆให้กับเขา ซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสดีๆ อย่างนี้สักเท่าไหร่นัก และในวันนั้นที่ร้านที่เรานั่งอยู่ เขาเปิดเพลงที่ผมชอบมากที่สุด เข้ากับบรรยากาศนั้นมาก และอยากจะสื่อความรู้สึกถึงคนๆนึง แม้ว่าจะมีความยาวไม่ถึงสามนาทีก็ตาม และเป็นเพลงสุดท้ายก่อนที่เราจะออกจากร้าน และหลังจากนั้นเขาก็ไปในวันรุ่งขึ้น เธอหายไปและเราไม่ได้พบกันอีกว่า 2 ปี และก็มีโอกาสดีๆ ที่ได้พบกันอีกสองครั้ง ในสองถึงสามปี ให้หลัง
ถึงแม้ว่าเวลามันจะผ่านมานานแล้ว แต่ผมเองยังคิดว่าวันนั้นยังเป็นวันที่ผมมีความสุขมากที่สุด เท่าที่เคยรู้สึก และก็ยังคงมีความรู้สึกดีๆ กับคนนั้นไม่เคยเปลี่ยน เพลง เพลงนี้พร้อมกับบรรยากาศวันนั้นจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ (แม้ว่าเขาจะจดจำมันได้หรือไม่ก็ตาม) และขอมอบให้ผู้หญิงคนนี้ตลอดไป..
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
บันทึก 30 บาท ของโกโม
บันทึก...เรื่อง 30 บาท ของโกโม.. :กรณีศึกษาสิทธิมนุษยชนทางสุขภาพของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเทศไทย
งายวิจัยเพื่อ สวปก. ภายใต้โครงการ Health4Stateless โดย พัฒนพันธ์ บูระพันธ์ และปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว วันที่ 31 มกราคม 2551
"ราว 22.30 น. ของคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2550 หลังจากงานเลี้ยงรับปีใหม่ของโรงงานยังไม่ทันจะข้ามคืน ระหว่างที่นายโกโมเดินออกจากห้องพักบริเวณหน้าโรงงานเพื่อข้ามถนนเข้าไปหาเพื่อนในโรงงานฝั่งตรงข้ามถนน ได้ถูกรถจักรยานยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วชนเข้าด้านหลัง
...ผ่านมาร่วม 2 เดือน กับอาการเจ็บปวดจากกระดูกแขนท่อนบนซ้ายหัก และกระดูกบริเวณโคนขาหนีบด้านขวา(ใกล้กระดูกก้นกบ) มีรอยร้าวและแตก
โกโมพูดไทยได้เพียงเล็กน้อยต้องมีล่ามทุกครั้งในการสื่อสาร ไม่เข้าใจขั้นตอนการขอรับการรักษาพยาบาล และการส่งต่อ แต่โกโมรับรู้ว่าตำรวจยังจับคนร้ายไม่ได้และหมอยังไม่มีคำตอบว่าจะผ่าตัดให้อาการบาดเจ็บทุเลาเมื่อไหร่"
.................................................... เรื่องของโกโม ....................................................
โกโม(KOMO) ชายหนุ่มโสดชาวพม่า อายุ 25 ปี เกิดและเติบโตที่เมืองพะอาง รัฐมอญ ประเทศพม่า เป็นลูกคนที่สองจากทั้งหมดห้าคน โดยพ่อแม่มีอาชีพทำไร่อยู่ที่พม่า
เขาเรียนจบชั้นม.6 แต่เนื่องจากการทำมาหากินในบ้านเกิดไม่มีช่องทาง จึงตัดสินใจเดินทางเข้ามาหางานทำในเมืองไทย เมื่อ 2 ปีที่แล้วทางด่านอำเภอแม่สอด จ.ตาก โดยเสียเงินให้นายหน้าราว 13,000 บาท ซึ่งเงินหลักหมื่นกับสภาพเศรษฐกิจที่อัตคัตในพม่า นั้นนับว่าเป็นจำนวนที่สูงเลยทีเดียวก็ว่าได้
โรงงานทอผ้า ย่านรังสิต-นครนายก มีแรงงานทั้งหมด 100 คน โดยโกโมเป็นหนึ่งในแรงงานพม่าเพียง 20 คนของโรงงาน นอกนั้นเป็นแรงงานไทย โกโมต้องทำงานใช้แรงงานเพื่อแลกค่าแรงโดยที่วุฒิม.6 จากพม่านั้นดูจะไม่มีความหมายอะไร แต่เขายังไม่โชคร้ายนักเมื่อเทียบกับแรงงานข้ามชาติจากพม่าอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกกดขี่ค่าแรงซึ่งน้อยอยู่แล้วให้น้อยลงไปอีก โดยโกโมได้รับค่าจ้างรายวันวันละ 194 บาท เท่ากับคนงานไทย แต่ถูกเอาเปรียบค่า OT ซึ่งคนงานไทยได้รับชั่วโมงละ 25 บาท แต่คนงานพม่าได้เพียง 12 บาท
สถานภาพทางกฎหมายของโกโมนั้น เขามีบัตรอนุญาตทำงาน โดยเสียเงิน 3,800 บาท เป็นค่าทำบัตรให้กับนายจ้าง แบ่งเป็นค่าตรวจสุขภาพ 600 บาท ค่าประกันสุขภาพ 1,300 บาท และขอใบอนุญาตทำงานซึ่งมีค่าใช้จ่ายอีก 1,900 บาท ซึ่งความหมายคือ
โกโมจะไม่ถูกจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังสามารถไปรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ทำประกันสุขภาพไว้ โดยเสียค่าบริการครั้งละ 30 บาท
โดยนโยบายล่าสุดตามมติครม.เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 แรงงานสามสัญชาติ คือ พม่า ลาวและกัมพูชา สามารถขอต่อใบอนุญาตทำงานในช่วงเดือนมี.ค.-มิ.ย. 51 ระยะเวลาตามเงื่อนไขของใบอนุญาตที่หมดอายุ โดยจะสามารถอยู่อาศัยได้ 2 ปี จากเดิมที่อยู่ได้ปีต่อปี
นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนสถานะ "คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง" ให้เป็น "คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกฎหมาย" ซึ่งไทยได้ทำบันทึกความเข้าใจ(MOU)กับทั้ง 3 ประเทศ ในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานกับประเทศต้นทาง ซึ่งในส่วนแรงงานพม่านั้นดูจะยังล่าช้าและไม่มีแนวทางที่ชัดเจน
.................................................... ความโชคร้ายมาเยือน ....................................................
ราว 22.30 น. ของคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2550 หลังจากงานเลี้ยงรับปีใหม่ของโรงงานยังไม่ทันจะข้ามคืน ระหว่างที่ โกโมเดินออกจากห้องพักบริเวณหน้าโรงงานเพื่อข้ามถนนเข้าไปหาเพื่อนในโรงงานฝั่งตรงข้ามถนน ได้ถูกรถจักรยานยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วชนเข้าด้านหลัง โดยตัวของโกโมลอยตกห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 10 เมตร และถูกรถจักรยานยนต์คันนั้นทับที่แขนอีกด้วย จนสลบในที่เกิดเหตุ
โกโมรู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แพทย์ได้ทำการรักษาแผลเบื้องต้น และถ่ายเอกซเรย์กระดูกปรากฎว่า กระดูกแขนท่อนบนด้านซ้ายหัก และกระดูกบริเวณโคนขาหนีบด้านขวา(ใกล้กระดูกก้นกบ)มีรอยร้าวและแตก จากนั้นแพทย์ให้ออกจากโรงพยาบาล ในวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ในเวลาราว 03.00 น. (ในช่วงเวลาเดียวกันกับวันที่เข้ารักษาตัว) และนัดอีกครั้งในวันที่ 4 มกราคม 2551
วันที่ 4 มกราคม 2551 เขาจึงไปพบแพทย์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้แพทย์ให้ความเห็นว่าต้องทำการผ่าตัดจะเป็นผลดีในการรักษา ซึ่งข้อมูลที่ทราบจากแพทย์คือ "เห็นว่านายโกโมเป็นต่างด้าวหากทำการผ่าตัดที่นี่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ควรย้ายไปรักษาต่อโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นสถานพยาบาลในระบบประกันสุขภาพ 30 บาทของนายโกโม โดยได้ทำจดหมายส่งตัวให้"
แต่เมื่อโกโมย้ายรักษาตัวที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ แพทย์ก็ไม่รับรักษาอาการโดยให้เหตุผลว่า "เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานพยาบาลชุมชน ไม่มีเครื่องมือในการผ่าตัดได้" จึงแนะนำให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลปทุมธานี ซึ่งแพทย์ได้ทำการเอกซเรย์และพันเฝือกให้ใหม่ แต่ไม่ได้วินิจฉัยหรือแจ้งให้เขาทราบว่าต้องผ่าตัดหรือไม่ แต่ได้นัดมาพบอีกครั้งวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
ซึ่ง ณัฐ หนึ่งในทีมทนายความจาก "โครงการคลีนิคกฎหมาย" ที่เข้าไปติดตามให้ความช่วยเหลือเล่าสภาพของโกโมให้ฟังว่า
"ช่วงแรกนั้นอาการค่อนข้างหนัก ต้องมีคนคอยพยุงให้ลุกนั่งเพราะกระดูกหักทั้งที่แขนและที่สะโพก โกโมก็ร้อนใจอยากผ่าตัดตามที่หมอบอก แต่ด้วยการสื่อสารหรืออะไรก็ไม่แน่ชัด โกโมเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจนป่านนี้หมอยังไม่ผ่าตัดให้ ซึ่งผ่านมาร่วมเดือนแล้วอาการก็เริ่มดีขึ้นพอจะลุกนั่งเองได้"
.................................................... ทุกข์ซ้ำสอง...ของโกโม ....................................................
วันที่ 29 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา ก่อนกำหนดนัดที่โรงพยาบาลปทุมธานี 1 เดือน โกโมตัดสินใจไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอีกครั้งซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ถูกส่งตัวไปในวันเกิดเหตุถึงแม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่เขาใช้สิทธิ 30 บาทไม่ได้ก็ตาม
เหตุผลคือ โกโมรู้สึกว่าหมอที่นี่เป็นมิตรกว่าทั้ง 2 โรงพยาบาลที่เขาถูกส่งตัวไปรักษาต่อ ทั้งการวินิจฉัยที่ดูเหมือนจะจริงจังในการรักษามากกว่า ที่สำคัญที่สุดค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุนั้นโกโมต้องจ่ายเองทุกบาท โดยไม่สามารถใช้สิทธิ 30 บาทได้ อย่างที่ไม่ทราบเหตุผลและไม่มีคำอธิบายจากโรงพยาบาล รวมแล้วกว่า 3,400 บาท
ถ้าว่ากันตามหลักการแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น โกโมควรจะเสียเงินเพียงครั้งละ 30 บาท เท่านั้น แม้แต่ค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในคืนวันเกิดเหตุ เพราะตาม "ข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้สิทธิเข้ารับบริการจากสถานบริการอื่น กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ 2548"
ระบุว่า สามารถเข้ารับบริการจากสถานบริการอื่นที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการได้รวมทั้งสถานบริการเอกชน ซึ่งสถานบริการอื่นที่ให้ก่รักษามีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับนี้
ซึ่งคงเกินการรับรู้ของโกโมต่อสิทธิที่ว่า โกโมรู้เพียงว่าเขาสามารถใช้สิทธิ 30 บาทแต่เขาใช้ไม่ได้ และเขาไม่ได้รับการผ่าตัดโดยไม่มีคำอธิบายจากแพทย์ ซึ่งด้วยเหตุผลนานาที่เกิดขึ้นในกรณีของโกโม เป็นภาพสะท้อนหนึ่งที่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานข้ามชาติที่ต้องเสียเงินค่าประกันสุขภาพปีละ 1,300 บาท นั้นยังไม่สามารถเข้าถึงบริการหลักประกันสุขภาพได้จริง
มุมมองจากพี่ ธนู เอกโชติ ทนายความจาก "โครงการคลีนิคกฎหมาย คือ
"หลายกรณีที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติคือ การไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้จริง เริ่มตั้งแต่ที่โรงพยาบาลรักษาตามสภาพของเงิน เช่น กรณีที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์อ้างว่าโรงพยาบาลไม่พร้อมรักษา ก็ต้องมีกระบวนการส่งต่อไปอย่างเหมาะสมให้ผุ้บาดเจ็บได้รับการรักษาตามความเป็นจริง เพราะพอโกโมถูกส่งไปที่โรงพยาบาลปทุมธานีแล้วโรงพยาบาลก็ไม่ยอมผ่าตัดให้และไม่ได้อธิบายให้ผุ้ป่วยเข้าใจ ซึ่งถ้าในอนาคตเขาต้องพิการแขนงอ แล้วจะไปเรียกร้องกับใครได้ แล้ว 1,300 บาทที่เขาเสียไปก็ใช้ไม่ได้ "
นอกจากนี้ข้อสังเกตเล็กๆ จาก ณัฐ หนึ่งในทีมทนายความที่ได้เดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลกับโกโมคือ
"หมอที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯส่วนใหญ่เป็นหมอใหม่ อายุน้อย มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่วันนั้นที่ไปหาหมอเราไปกันตั้งแต่ 10 โมง กว่าจะได้ตรวจก็บ่ายโมงกว่า ผมเห็นคนไทยที่เขามาทีหลังได้ตรวจก่อน ส่วนโกโมได้ตรวจเป็นคนท้ายๆ ผมไม่ได้ถามหมอหรอกว่าทำไมถึงช้า "
นอกจากนี้ณัฐเล่าแบบขำๆ ที่เจ้าตัวต้นเรื่องคงขำไม่ออก ว่า "มีคนงานโทรมาถามผมว่า 30 บาท ใช้ได้เฉพาะวันธรรมดาหรือเปล่า เพราะเขาไปหาหมอวันเสาร์อาทิตย์แล้วโรงพยาบาลบอกว่าใช้ 30 บาทไม่ได้"
....................................................
ผลเอกซเรย์ล่าสุด พอทำให้โกโมใจชื้นคือ กระดูกเริ่มตรงแล้วและแพทย์ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์วินิจฉัยล่าสุดว่า ไม่ต้องผ่าตัดแล้วเพราะระยะเวลาในการบาดเจ็บล่วงเลยมากว่า 1 เดือนซึ่งการผ่าตัดตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก
ในส่วนคดีความก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการหาผู้กระทำผิด ซึ่งทำให้โกโม ไม่สามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 ซึ่งบริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นับแต่ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าปลงศพ กำหนดไว้ไม่เกิน 50,000 บาท/คน ความเสียหายต่อร่างกายหรือนามัย 80,000 บาท/คน และความเสียหายต่อชีวิต สูญเสียอวัยวะหรือทุพลภาพแล้วแต่กรณี อีกด้วย
วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
เรียนผู้มีจิตศัทธา
เรียนผู้มีจิตศัทธา (ผู้บริจาค) ที่เคารพ
เพื่อความสะดวกของท่านในกระบวนการบริจาคฯ คณะกรรมการเฉพาะกิจ ไทย – พม่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจาก พายุไซโคลน นากีส ใคร่ขอเรียนให้ทุกท่านทราบถึงหลักการขั้นตอน การดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังต่อไปนี้
- ทันทีที่ท่านได้ส่งมอบเงินและวัสดุสิ่งของบริจาคทุกรายการ ขอความกรุณาท่านแจ้งมายัง "คณะกรรมการฝ่ายข้อมูล" เพื่อที่เราจะได้บันทึกข้อมูล และจัดหมวดหมู่ รายการบริจาคของท่านอย่างเป็นระบบ
- สำหรับกลุ่มผู้บริจาค ทุกกลุ่ม ก่อนที่ท่านจะส่งมอบสิ่งของบริจาคให้กับเรา ขอความกรุณาท่านแจ้งรายละเอียด ชื่อผู้บริจาค และรายการสิ่งของรวมทั้งจำนวนเงิน ที่ชัดเจนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบันทึกข้อมูล เพื่อที่เราจะได้บันทึกข้อมูล และจัดหมวดหมู่ รายการบริจาคของท่านได้อย่างครบถ้วน
- หากรายการสิ่งของหรือจำนวนเงินของท่านที่ได้บริจาค ผิดพลาดจากรายการที่นำเสนอทาง Web Blog กรุณาแจ้งรายการและจำนวนเงินที่ถูกต้องของท่านให้ทางเราทราบทันที
- สำหรับท่านที่ต้องการทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการ หรือมีคำแนะนำเกี่ยวกับ กำหนดการ และการจัดการ การบริจาค ในครั้งนี้ กรุณาแจ้งหรือติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลโดยตรง โดยทุกข้อความเห็นของท่านจะเป็นแนวทางให้กับคณะทำงาน และช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ท่านใดที่ต้องการติดต่อกับคณะกรรมการดำเนินงาน โดยสามารถติดต่อเราผ่านทางอีเมล์ และเวปบล็อก ได้ที่
Email : thai.burmese.aidfund@gmail.com
Web Blog: http://www.thaiburmeseaid.blogspot.com/
คณะกรรมการฝ่ายข้อมูล
- Mr.Thet Khaing Tel : 089-9981327
- Mr. Kyaw Lin Oo Tel : 084-1079352
- Mr. Aung zayya Tel : 081-1310181
- คุณกิ๊ก Tel : 02-2164463 [สำหรับการติดต่อสื่อสารภาษาไทย]
- Mr. Aung Ko Tel : 084-6810853 [สำหรับท่านที่ติดต่อสื่อสารภาษาพม่า และภาษาไทย]
- Mr. Kyaw Thaung Tel : 084-6705727
คณะกรรมการฝ่าย การเงินและบัญชี
- Mr. Thuzar Tel : 083-8295767
- Ms. Khincho Tel : 089-1209683
- Mr. Sanju Tel : 089-4911703
- Ms. Jue Jue May Tel : 081-2086570
การติดต่อกับคณะกรรมการ ผ่านทางอีเมล์ thai.burmese.aidfund@gmail.com
คณะกรรมการเฉพาะกิจ ไทย – พม่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจาก พายุไซโคลน นากีส (องค์กรเฉพาะกิจ)


